พิพิธภัณฑ์วัดไหล่หิน...
แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาในวิถีชุมชนพอเพียง
ข้าวของเครื่องใช้ โบราณทั้งหลาย หากปล่อยทิ้งไว้ในบ้านเรือน ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด ดังนั้น เมื่อ ๑๐ ปีก่อน ชุมชนไหล่หิน ต.ไหล่หิน อ.เกาะคา จ.ลำปาง จึงได้นำสิ่งของโบราณที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ อาทิ หมวกจิกโบราณ พานไม้เก่า ของใช้สำหรับศาสนกิจ ไม่ว่าจะเป็น ตุงกระด้าง อาสนะ และตาลปัตร เป็นต้น โดยนำมาเก็บรวมรวบไว้ที่วัดพร้อมกับจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้น ณ วัดไหล่หิน วัดเก่าแก่ของชุมชนที่มีศิลปะล้านนาที่งดงาม

แต่กระนั้น การเรียนรู้ของชุมชนและคนภายนอกเกี่ยวกับคุณค่าของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังไม่แพร่หลาย...เป็นเสมือนห้องที่ปิดตาย เพราะยังขาดเรื่องราวอธิบายและสะท้อนถึงคุณค่าของสิ่งของเหล่านั้น แม้ว่าโรงเรียนบ้านไหล่หินจะเป็นสถานศึกษาที่สำคัญของชุมชน แต่เนื้อหาวิชาที่ใช้ในการเรียนการสอนกลับยังไม่สอดคล้องกับวิถีของชุมชน การจัดตั้งตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นจึงเป็นเสมือนการจุดประกายให้ครู นักเรียนและชุมชนเริ่มคิดที่จะเรียนรู้จักตนเองและวิถีชุมชน ผ่านกระบวนการสืบค้นความรู้ผ่านข้าวของต่างๆ จากผู้เฒ่าผู้แก่ที่เป็นปราชญ์ทางด้านต่างๆ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญาของชุมชน กระทั่งมีการสร้างหลักสูตรท้องถิ่น เพื่อใช้ในการเรียนการสอนวิชาศิลปศึกษาของโรงเรียนบ้านไหล่หินขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
สืบค้นข้อมูล..เรียนรู้ตนเอง..ภูมิคุ้มกันชุมชน
เมื่อชุมชนหันมาให้ความสำคัญและเกิดความตระหนักในมรดกอันมีค่าของตัวเองซึ่งก็คือ วัดไหล่หิน พิพิธภัณฑ์ฯ ที่ทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของ รวมไปถึงวิถีชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกับจารีตประเพณีอันดีงาม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๓ ชุมชนบ้านไหล่หิน วัดและโรงเรียนจึงผสานความรู้กับนักวิชาการภายนอกร่วมกันทำงานวิจัย เรื่อง การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นวิชาศิลปศึกษาเพื่อสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ โบราณสถานที่วัดไหล่หิน ซึ่งเป็นงานวิจัยใน ชุดโครงการระบบการศึกษากับชุมชน ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
จากกระบวนการสืบค้นข้อมูลนี้เอง ทำให้ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคยคิดว่าตนเองไม่มีค่า เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ มีคุณค่าขึ้น เพราะเป็นบุคคลสำคัญที่คอยตอบคำถามเด็กๆ เกี่ยวกับข้าวของเครื่องใช้โบราณ โดยรวมตัวผู้เฒ่าผู้แก่จำนวน ๕๐ ๖๐ คนผลัดเปลี่ยนมาอยู่เวรที่วัดรอคอยให้เด็กๆ ในโรงเรียนบ้านไหล่หินที่เข้ามาซักถาม บางคนก็เข้าไปเป็นวิทยากรสอนเด็กๆในโรงเรียนอีกด้วย โดยเฉพาะปราชญ์ที่มีความชำนาญและเป็นที่รู้จักของเยาวชน อาทิ พ่อหลวงกุ้ม วรรณมณี ปราชญ์ทางด้านภาษาคำเมือง, พ่อแก้ว ครุขยัน ปราชญ์ด้านการสาน, แม่หลวงปี๋ ดวงแก้ว ปราชญ์ด้านการทำบายศรีและงานใบตองที่มีชื่อเสียงโด่งดังกระทั่งได้ไปสอนนักโทษที่ทัณฑสถาน จ.ลำปาง และพ่อแสน อุตโม ปราชญ์ทางด้านจักสาน (ไม้ไผ่) ผู้รู้เหล่านี้จะผลัดเปลี่ยนกันแวะเวียนกันไปสอนเด็กๆ ในโรงเรียนโดยไม่มีค่าตอบแทนใดๆ ปัจจุบันชุมชนร่วมกันขึ้นทะเบียนข้าวของต่างๆ และรวบรวมประวัติพร้อมทั้งรายละเอียดไว้เป็นหมวดหมู่ รอกรมศิลปากรมาขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ และทำหอศิลป์แยกออกจากพิพิธภัณฑ์ของวัดโดยจะเน้นเครื่องใช้โบราณที่ใช้ในวิถีชีวิตประจำวัน และมีคำอธิบายเกี่ยวกับวัตถุแต่ละชิ้นอย่างละเอียดเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ซึ่งวิธีดังกล่าวได้เรียนรู้มาจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

เมื่อชุมชนรู้จักตนเอง รู้จักส่วนดีและส่วนด้อยของชุมชนที่ยังต้องการให้หน่วยงานภายนอกมาเติมเต็มความรู้เพื่อนำมาปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น ทั้งนี้การรู้จักตัวเองของครู นักเรียน และชุมชนไหล่หิน ตลอดจนการนำไปใช้เป็นหลักสูตรท้องถิ่นในวิชาศิลปศึกษาของโรงเรียนบ้านไหล่หินของนักเรียนทุกช่วงชั้น ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชนได้ในระดับหนึ่ง
นักเรียนจะถามทุกวันว่าเมื่อไหร่คุณครูจะพาไปเรียนที่วัด เพราะ เด็กๆชอบที่จะได้มาที่วัดไหล่หิน เพื่อมาวาดรูป ได้พูดคุยกับปราชญ์ของชุมชน ที่เด็กๆ มักจะกรูเข้ามาหาผู้เฒ่าผู้แก่ที่มานั่งรอเพื่อให้ความรู้อยู่แล้ว เด็กๆ จะชอบมาฟังนิทานโบราณที่แฝงไว้ซึ่งอารมณ์ขันและเรื่องราวของโบราณวัตถุต่างๆที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ เด็กจะจดบันทึก นำกลับไปทบทวนจนเล่าเรื่องได้ เด็กบางคนที่เก่งแล้วถ้าว่างก็จะมาเป็นวิทยากรในพิพิธภัณฑ์และวัดไหล่หินด้วย อาจารย์สุดา แผ่นคำ ครูโรงเรียนบ้านไหล่หิน เล่าให้ฟัง

ในขณะที่ เด็กชายเกียรติศักดิ์ ทวีคำ หรือ น้องอั้ม ศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านไหล่หิน หนึ่งในเยาวชนที่ยังคงดำเนินกิจกรรมสืบค้นประวัติศาสตร์ชุมชนร่วมกับอบต. เล่าว่า ปัจจุบันศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย ช่วงที่เรียนอยู่โรงเรียนบ้านไหล่หินอาจารย์จะพาไปเรียนวิชาศิลปะที่วัดไหล่หินหรือให้ปราชญ์ในหมู่บ้านไปสอนพับหงส์จากใบลาน ก๋วยสลาก หรือทำบายศรีที่โรงเรียน และมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนได้รู้เรื่องราวความเป็นมาของวัดและประวัติเกี่ยวกับวัตถุโบราณต่างๆ ทำให้เกิดความรัก ความผูกพันกับชุมชนมากยิ่งขึ้น

มีเหตุมีผล...บนความรู้...พอประมาณ
สู่การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน
วัดไหล่หิน และ พิพิธภัณฑ์โบราณล้านนาสุวรรณกีฏะศรัทธาสามัคคี ที่เกิดขึ้นด้วยแรงศรัทธา ตระหนักรู้ตนของคนในชุมชน นอกจากจะเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของชุมชนแล้ว ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่นักท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรมชื่นชอบ เพราะ นอกจากจะได้สัมผัสความสวยงามทางศิลปะของวัดไหล่หินแล้วยังได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนจากข้าวของเครื่องใช้โบราณและงานประเพณีต่างๆในชุมชน โดยเฉพาะงานบุญใหญ่ เช่น สลากภัตรที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามามาก ซึ่งก่อนหน้างานบุญ เด็กๆ ในโรงเรียนก็จะมาร่วมกับชาวบ้านในชุมชน ช่วยกันทำบายศรี ช่วยกันทำตุง พับหงส์ สานก๋วยสลากเข้าวัดที่ทำจากไม้ไผ่แทนถังพลาสติกสีเหลืองที่นิยมใช้กันมาก แต่ในช่วงหลังชุมชนตระหนักถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม มากขึ้นจึงมีการรณรงค์ให้ใช้วัสดุธรรมชาติแทน ถือเป็นทางเลือกของชุมชนในการใช้ทรัพยากรต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น บุคคล ข้าวของ ธรรมชาติ และการมีชีวิตอยู่ในสังคมอย่างพอประมาณ ดังจะเห็นได้จากวิทยากรที่มาประจำอยู่ ณ วัดไหล่หิน อันประกอบด้วย ชมรมคนชราที่ผลัดกันมาทำหน้าที่วันละ ๕ คน อบต. และเยาวชนบางส่วนนั้นจะไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ แต่ทุกคนล้วนเข้ามาทำด้วยความเต็มใจ ดังที่พ่อหลวงกุ้ม วรรณมณี หนึ่งในวิทยากรเอ่ยว่า การมาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ นอกจากจะได้รับรู้เล่าเรื่องราวของวัดไหล่หิน สิ่งของต่างๆที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ให้เด็กๆ และนักท่องเที่ยวฟังแล้ว การอธิบายถึงสิ่งของแต่ละชิ้นก็เหมือนกับการได้รู้เรื่องราวของชุมชนเพิ่มมากขึ้นทุกวัน และการที่ได้มาแลกเปลี่ยนกับผู้มาเยี่ยมเยือนอยู่เสมอนั้น เป็นประโยชน์ต่อตัวเรา ต่อชุมชนมากแล้ว ...สิ่งตอบแทนที่พวกได้รับจึงมีค่ามากกว่าเงิน
เราจะไม่พัฒนาวัดไหล่หินและพิพิธภัณฑ์ให้เป็นธุรกิจท่องเที่ยวเหมือนวัดอื่นๆ แต่จะใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ เรื่องภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรมแก่คนในชุมชนและคนภายนอกที่สนใจในวิถีชีวิตของชุมชนไหล่หิน ที่สำคัญคือเด็กนักเรียนบ้านไหล่หินจะได้นำความรู้เหล่านี้เป็นกำลังสำคัญในการสืบสานหน้าที่ต่อไป ทรงศักดิ์ แก้วมูล อบต.ไหล่หิน วิทยากรอีกคนของพิพิธภัณฑ์กล่าว

ชุมชนไหล่หิน เป็นแบบอย่างที่ดีของการผสานความรู้ระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ได้อย่างกลมกลืน ผ่านการสืบค้นความรู้ ภูมิปัญญาที่นำไปสู่ความรักถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเอง ส่งผลให้การพัฒนาของชุมชนตั้งอยู่บนพื้นฐานของจารีต ประเพณี และวิถีชาวบ้านอย่างไม่แปลกแยกเหมือนที่ผ่านมา ฉะนั้นการรู้จักตนเอง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันสู่การพึ่งพาตนเอง และการมีเหตุมีผลในการเลือกทางเดินของชุมชนไหล่หิน ทำให้ชุมชนแห่งนี้เกิดความเข้มแข็งและสามารถต่อสู้กับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกได้
วัดไหล่หิน (วัดเสลารัตนปัพตาราม) หมู่ ๒ ตำบลไหล่หิน อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง
นายทรงศักดิ์ แก้วมูล สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลไหล่หิน ๐๘๙-๙๕๓-๖๘๘๗,๐๘๙-๔๓๓-๘๒๘๔
Email :anajuk2@hotmail.com